12/07/2019

เกร็ก โอเดน : ดราฟท์เบอร์ 1 NBA ที่หายไป

คุณอาจจะมีเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนได้เกรด 4 ทุกเทอม แต่รู้ตัวอีกทีชีวิตกับประสบความสำเร็จน้อยกว่าพวกหัวโจกไม่เอาไหน ที่กล่าวไว้เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าและชี้นำว่าฝั่งไหนจะดีกว่ากัน เพียงแต่จะยืนยันให้เข้าใจถึงสัจธรรมที่เกิดขึ้นจริงกับมนุษย์มาเป็นพันๆปีนั่นก็คือ "เพราะชีวิต คือความไม่แน่นอน" ดังเช่นเรื่องราวของ เกร็ก โอเดน อดีตดราฟต์เบอร์ 1 ของวงการบาสเก็ตบอล NBA ผู้นี้

เกร็ก โอเดน

ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่กว่า 213 เซ็นติเมตร เกร็ก โอเดน สามารถเข้าสู่โรงเรียน ลอว์เรนซ์ นอร์ธ ไฮสคูล อินเดียน่าโพลิส และกลายเป็นดาวเด่นที่จัดจ้านในย่านนี้ทันทีด้วยการพิชิตคู่แข่งขันในรุ่นเดียวกันได้อย่างง่ายดาย

เขาคือ "เกรทเพลย์เยอร์" หรือผู้เล่นที่ดีที่สุดในระดับไฮสคูล ไม่ว่าจะเป็นการคว้าเเชมป์ในฐานะทีม และรางวัลในส่วนของบุคคล ไม่มีสิ่งใดเลยที่เขาได้ทำตกหล่นระหว่างทาง ตีเป็นตัวเลขเน้นๆเป็นจำนวนถึง 14 ครั้งที่เขาคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากทุกรายการในรอบ 2 ปี นี่คือความสำเร็จที่ทำให้ใครหลายคนมองว่าเด็กคนนี้จะเขย่าวงการยัดห่วงตามรอยผู้เล่นระดับตำนานทั้งหลายก่อนหน้านี้

"โอเด็น จะเป็นสุดยอดผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่คุณสามารถให้เขาเป็นศูนย์กลางและสร้างทีมเพื่อเล่นร่วมกับเขาได้ ชื่อของเขาจะถูกพูดถึงไม่ต่างจาก บิล รัสเซล, เดวิด โรบินสัน, ฮาคีม โอลายูวอน และ แชค รับรองได้ว่า แหวน NBA จะต้องเต็มนิ้วทั้งสิบนิ้วของเขาได้สบายๆ" นี่คือทรรศนะจากผู้เจนเวทีการดราฟท์ผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง โจนาธาน กิโวนี่

ทั้งหมดที่กล่าวไปทำให้เมื่อถึงวันที่เหล่าผู้เล่นจากทีมไฮสคูลจะได้มีชื่ออยู่ในการดราฟต์เข้าสู่ลีกอาชีพอย่าง NBA เกร็ก ที่เป็นเบอร์ 1 จาก โอไฮโอ ตกอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์ร่วมกับ เควิน ดูแรนท์ สมอลล์ฟอร์เวิร์ดดาวรุ่งจากเท็กซัส ผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในอีก 10 ปีให้หลัง ทั้งคว้าแหวนสองวงกับ โกลเดน สเตท วอริเออร์ส ในการเเข่งขัน NBA ในฤดูกาล 2017 และ 2018 ติดต่อกัน นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล NBA ไฟนอล MVP 2 สมัยซ้อนเช่นกัน

ท้ายที่สุดหลังจากช่วงเวลาแห่งการดราฟต์จบลง เกร็ก โอเด็น กลายเป็นเบอร์ 1 อย่างเป็นทางการ เพราะเขากลายเป็นดราฟต์แรกประจำปี 2007 หลังจาก พอร์ตแลนด์ เทรล เบลเซอร์ส เลือกความแข็งแกร่งและมองเห็นถึงความเรืองรองที่ เกร็ก จะนำมาสู่ทีมหลังจากนี้ ขณะที่คู่แข่งของ เกร็ก อย่าง ดูแรนท์ เป็นดราฟต์หมายเลข 2 ด้วยการย้ายไปอยู่กับ ซีแอตเทิล ซูเปอร์โซนิคส์

"ผมและเขา เราถูกเปรียบเทียบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงช่วงดราฟต์คลาส เรา 2 คนถูกพูดชื่อ และเชื่อมโยงกันเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม" ดูเเรนท์ เผยถึงความเป็นคู่แข่งกันมาอย่างยาวนาน

ทว่าของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ เกร็ก จะได้ดวลกับเหล่าซูเปอร์สตาร์ที่เป็นโปสเตอร์ติดอยู่บนฝาห้องเขาตั้งแต่วัยเยาว์ เขาจะได้รู้สักทีว่าสมญานามที่ใครยกย่องให้เขาเป็น "ว่าที่ตำนาน" จะถูกสานต่อให้เป็นจริงหรือไม่ ในขณะที่ NBA ฤดูกาล 2007 กำลังใกล้จะเริ่มขึ้นในอีกอึดใจ

ซีซั่นเดบิวต์ของ เกร็ก เริ่มต้นด้วยการเลือกเสื้อหมายเลข 52 และเซ็นสัญญากับ เทรลเบลเซอร์ ถึง 3 ปี ณ จุดนี้มันควรจะเป็นปีที่เขาได้พิสูจน์ตัวเอง ทว่าเรื่องราวกลับรีบหักมุมตั้งแต่ยังไม่จุดพีกเลยด้วยซ้ำ เพราะอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าข้างขวา

จริงอยู่ที่นักกีฬาระดับอาชีพในทุกสาขาล้วนต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บกันอยู่แล้ว แต่สำหรับ เกร็ก มันร้ายแรง ชนิดที่ว่าชีวิตของเขาจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่ได้เตรียมใจเอาไว้เลยสำหรับเรื่องนี้

เกร็ก โอเดน

อาการที่เข่าขวาของเขารุนแรงจนต้องผ่าตัด การวินิจฉัยของเเพทย์บอกมาว่าเขาจะไม่สามารถเล่น NBA ได้ในเร็วๆนี้แน่นอน มันคือความผิดหวังที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เกร็ก แปลงสภาพจาก "โกลเด้นบอย" กลายเป็นแค่วัยรุ่นตัวโตที่แม้แต่จะเดินไปเปิดโทรทัศน์ดูถ่ายทอดสดเกม NBA ด้วยตัวเองยังทำไม่ได้ ขณะที่ต้นสังกัดอย่าง เทรลเบลเซอร์ ต้องกุมขมับกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาพยายามจะสร้างทีมขึ้นใหม่โดยมี เกร็ก โอเดน เป็น 1 ในศูนย์กลาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เทรลเบลเซอร์ หลุดวงโคจรของการเข้าสู่รอบเพลย์ออฟมาหลายปีติดต่อกัน

พวกเขาฝันหวานและฝันนี้ก็มีแววจะไปได้สวยเพราะในทีมตอนนี้ยังมี แบรนดอน รอย ชู้ตติ้งการ์ดที่คว้ารางวัลรุกกี้ประจำปี 2007 และ ลามาร์คัส อัลดริดจ์ เจ้าของดราฟต์อันดับ 2 ในปี 2006 ... นี่คือดรีมทีมที่วาดเอาไว้

ด้วยคุณภาพของเพื่อนร่วมทีมที่รวมคนเก่งๆเอาไว้ แม้แต่ เควิน ดูแรนท์ ยังยอมรับว่าเขาเกิดความอิจฉาเล็กๆ ที่เกร็กได้เป็นดราฟต์เบอร์ 1 แต่ที่สุดเเล้วเส้นทางของแต่ละคน ต้องดำเนินต่อไป

"แน่นอนผมอยากเป็นเบอร์ 1 แต่ตอนนี้ผมก็อยู่ในสถานการณ์ที่ดี ผมอยากจะเล่นกับ ลามาร์คัส และ เเบรนดอน รอย แต่เมื่อผมเป็นดราฟต์เบอร์ 2 ผมก็ตื่นเต้นกับการได้ไปเล่นให้ซีแอตเทิล เหมือนกัน"

แต่โลกนี้อะไรก็ไม่แน่นอน อาการบาดเจ็บเพียง 1 ครั้งสร้างความพังแบบรอบด้าน คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับเกร็กอย่างแท้จริง

เกร็ก เองก็รู้สึกผิดกับสัญญาก้อนโตที่เขาได้รับเช่นกัน นอกจากที่ตัวเขาเองจะฝันสลาย ทีมยังต้องเข้าตาจนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากเข่าขวาของเขาด้วย

"เกร็ก และ โซอี้ แม่ของเขา มองมาที่ผมและขอโทษผมเกิน 20 ครั้งหลังจากออกมาจากห้องผ่าตัด ตอนนั้นผมรู้เเล้วว่าโลกทั้งใบถูกวางไว้บนบ่าของสองแม่ลูกคู่นี้ สิ่งที่ผมระลึกได้ทันทีในนามของผู้นำทีมคือ เกร็ก เป็นเด็กหนุ่มที่ให้ความสำคัญและแคร์ทีมเป็นอย่างมาก " เนท แม็คมิลเลี่ยน ยอมรับว่าเขาผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็หวังลึกๆว่าอนาคตจะต้องดีกว่าาที่เป็นอยู่

"เราเลือกเด็กถูกคนเเล้ว ผมไม่สามารถก้าวไปถึงความผิดหวังที่เขาเจอได้เลย เขาไม่ได้ผิดหวังที่ตัวเองต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่เขารู้สึกว่าเขาทำให้เราต้องผิดหวัง และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจจะวางลงได้เลย" เฮ้ดโค้ชของ เทรลเบลเซอร์ กล่าวปิดท้าย

ในกระแสค่าตอบแทนที่เชี่ยวกราด นักกีฬาหลายคนต้องพัฒนาตัวเองในทุกวินาทีเพื่อความอยู่รอด หากช้าไปเพียงก้าวเดียว ก็มีโอกาสที่คลื่นลูกใหม่จะไล่หลังจนตกขอบและพลาดเงินมหาศาล

ณ ตอนนี้วงการยัดห่วงกลับมาให้ความสนใจที่ตัวเกร็กอีกครั้ง ทุกคนอยากเห็นด้วยตาของตัวเองว่า "ดราฟต์เบอร์ 1" จะแน่สักแค่ไหน

12 พฤศจิกายน 2008 ลงเล่นเกมแรกกับ แอลเอ เลเกอร์ส และสิ่งที่เขาแสดงให้ทุกคนเห็น คือ สถิติที่แสนย่ำแย่ เขาทำแต้มไม่ได้เลย แม้แต่เเต้มเดียวจากเวลาที่อยู่ในสนามทั้งหมด 13 นาที

แม้ว่า เกร็ก จะเริ่มปรับตัวได้และพอมีแววขึ้นมาให้เห็นบ้าง แต่ที่สุดเเล้วในปี 2009 อาการบาดเจ็บก็ไม่หายเสียที เขาเจ็บเพิ่มทั้งที่เท้า และเข่าซ้าย ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เขาต้องพักยาว และมันยังไม่จบแค่นั้น ในปี 2010 การเจ็บเข่าและผ่าตัดครั้งที่ 3 ก็ตาม และในปี 2011 เข่าขวาของเขา ก็แผลงฤทธิ์จนต้องผ่าตัดใหญ่ครั้งที่ 4 จนได้

"ผมสารภาพตามตรงว่าไม่อยากจะเชื่อเลย ตอนที่มีอาการบาดเจ็บครั้งที่ 3 ผมคิดว่านี่พระเจ้ามาเล่นตลกกับผมในตอนนี้เนี่ยนะ?" เกร็ก กล่าวติดตลกเมื่อได้ลองเล่าย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในอดีต

แชร์โพส
Tags : , , , , , , , ,
แสดงความคิดเห็น
Scroll Up